l'etranger Camus
C:\Users\Administrator\Documents\l'etrager กามูส์\l'etranger ; Camus.mht
ศตวรรษที่ 20 ได้รับอิทธิพลจากสงครามโลกสะท้อนต่อวงการวรรณกรรมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
(1939-1945) และแนววรรณกรรมแอบเสิร์ด(ABSURDE)
C:\Users\Administrator\Documents\l'etrager กามูส์\l'etranger ; Camus.mht
Albert
CAMUS
philosophe
et écrivain français [1913-1960]
L’ÉTRANGER. Roman.
Paris : Les Éditions Gallimard, 1942, 172 pp. NRF. Impression :
1950.
Première partie
I
Aujourd'hui,
maman est morte. Ou peut-être hier, je ne sais pas. J'ai reçu un télégramme de
l'asile : « Mère décédée. Enterrement demain. Sentiments
distingués. » Cela ne veut rien dire. C'était peut-être hier.
L'asile
de vieillards est à Marengo, à quatre-vingts kilomètres d'Alger. Je prendrai
l'autobus à deux heures et j'arriverai dans l'après-midi. Ainsi, je pourrai
veiller et je rentrerai demain soir. J'ai demandé deux jours de congé à mon
patron et il ne pouvait pas me les refuser avec une excuse [10] pareille. Mais
il n'avait pas l'air content. Je lui ai même dit : « Ce n'est pas de
ma faute. » Il n'a pas répondu. J'ai pensé alors que je n'aurais pas dû
lui dire cela. En somme, je n'avais pas à m'excuser. C'était plutôt à lui de me
présenter ses condoléances. Mais il le fera sans doute après-demain, quand il
me verra en deuil. Pour le moment, c'est un peu comme si maman n'était pas morte.
Après l'enterrement, au contraire, ce sera une affaire classée et tout aura
revêtu une allure plus officielle.
J'ai
pris l'autobus à deux heures. Il faisait très chaud. J'ai mangé au restaurant,
chez Céleste, comme d'habitude. Ils avaient tous beaucoup de peine pour moi et
Céleste m'a dit : « On n'a qu'une mère. » Quand je suis parti,
ils m'ont accompagné à la porte. J'étais un peu étourdi parce qu'il a fallu que
je monte chez Emmanuel pour lui emprunter une cravate noire et un brassard. Il
a perdu son oncle, il y a quelques mois.
I
วันนี้สินะที่แม่ตาย
หรือว่าเมื่อวานนี้ฉันก็ไม่รู้แน่ ฉันได้รับโทรเลขจากบ้านพักคนชราบอกแต่เพียงว่า
“มารดาถึงแก่กรรม ฝังศพพรุ่งนี้ ขอแสดงความนับถือ” ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านี้
ฉะนั้นอาจจะเป็นเมื่อวานนี้ก็ได้
บ้านพักคนชราที่เมอรองโกอยู่ห่างจากเมืองแอลเจียร์ไป
80 กิโลเมตร
ถ้าฉันจับรถเมล์ตอนบ่ายสองโมง
ก็จะไปถึงที่นั่นประมาณสี่โมง
ซึ่งจะทำให้เฝ้าศพได้ตลอดคืน แล้วกลับเอาในเย็นวันรุ่งขึ้น
ฉันได้ขอลาหยุดงานสองวัน
นายจ้างฉันย่อมปฏิเสธไม่ได้สำหรับกรณีนี้ แต่กระนั้นก็แสดงท่าทางไม่พอใจเท่าใดนัก
ฉันออกตัวว่า มันไม่ใช่ความผิดของฉัน เขาไม่ตอบว่ากระไร ฉันเพิ่งได้คิดว่า
ฉันไม่จำเป็นต้องพูดแก้ตัวเช่นนั้น
ฝ่ายเขาต่างหากที่ควรจะแสดงความเสียใจต่อฉัน เขาจะต้องทำเช่นนั้นแน่ในวันมะรนนี้ เมื่อเขาเห็นฉันไว้ทุกข์ ขณะนี้คล้ายๆ กับว่าแม่ยังไม่ตาย แต่พอฝังศพแม่แล้วก็จะเป็นตรงกันข้าง
จะกลายเป็นกิจสำเร็จรูป
ซึ่งต้องปฏิบัติตามแบบแผนมีพิธีรีตองกว่าในวันนี้
ฉันได้รถเมล์เที่ยวบ่ายสองโมง
อากาศร้อนอบอ้าวมาก ฉันกินข้วเที่ยงที่ร้านของนายเซแลสต์เหมือนเคย ทุกคนที่นั่นเห็นใจฉัน เซแลสต์พูดกับฉันว่า
“คนเรามีแม่ก็เพียงคนเดียวเท่านั้นนะ” ตอนฉันออกจากร้าน พวกเขาก็ตามมาส่งที่ประตู ฉันเองออกจะงงๆอยู่
เพราะต้องขึ้นไปหาเอมมานูเอลเพื่อยืมเนกไทดำและปลอกแขนทุกข์
เอมมานูเอลเพิ่งเสียลุงของเขาไปเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง
ฉันรีบวิ่งเพื่อจะได้ไม่ตกรถ
การที่ต้องรีบร้อน ต้องวิ่งผสมกับการเบียดเสีบดผู้โดยสารอื่นๆ
อีกทั้งกลิ่นน้ำมันรถและแดดเปรี้ยงสะท้อนพื้นถนน
ทำให้ฉันเหนื่อยจนหมดแรง
ฉันนอนหลับตลอดทาง เมื่อตื่นขึ้น
ทหารที่นั่งติดกับฉันส่งยิ้มให้ พลางชวนคุยว่า
ฉันคงมาแต่ไกล
ฉันก็ตอบรับเพื่อตัดบการสนทนา
วิเคราะห์
ศตวรรษที่ 20 ได้รับอิทธิพลจากสงครามโลกสะท้อนต่อวงการวรรณกรรมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
(1939-1945) และแนววรรณกรรมแอบเสิร์ด(ABSURDE)
หนังสือเรื่อง
L’ Étranger ของ อัลแบร์
กามูส์ ต้นฉบับฝรั่งเศส มี 2 ภาค ภาคแรก มี 6 ตอน และภาคสอง มี 5 ตอน มีจำนวนหน้าทั้งหมด 172
หน้า
บทแปลไทย คือ “คนนอก”ซึ่งแปลโดย อำพรรณ โอตระกูล
บทประพันธ์เรื่อง
L’ Étranger
เป็นนวนิยายซึ่งเป็นงานเขียนประเภทร้อยแก้ว Albert Camus ไม่ได้ใส่ชื่อตอนแต่จะใส่เป็นตัวเลขแทน
เหมือนกับว่าไม่มีการบอกใบ้เนื้อหาในตอนต่าง ๆ
ฉบับฝรั่งเศสและภาษาไทยมีจำนวนตอนเท่ากัน คือไม่มีการตัด หรือเพิมเติ่มเนื้อหาใดๆ
"ฉันไม่ใช่คนที่นี่ และไม่ใช่คนที่อื่นใดด้วย
โลกเป็นเพียงทัศนียภาพแปลกตาซึ่งใจฉันไม่อาจยึดอิงเป็นที่พำนักพักพิงได้ L'Étrangerใครเล่าจะสามารถล่วงรู้ว่าคำนี้มีความหมายว่ากระไร
เรื่อง L'Étranger นี้จะรับรองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่แปลกสำหรับตัวฉัน"
กามู เคยพูดถึงชื่อเรื่องๆ นี้เอาไว้ (แปลโดยอำพรรณ โอตระกูล)
คนนอกเป็นผลงานชิ้นแรกๆของปรัชญาสายเอกซิสเตนเชียลิสม์ (Existentialism)
ว่าด้วยการพิจารณาถึงปรากฏการณืที่ดำรงอยู่ต่อเรา ณ เวลานั้น
กล่าวคือ สิ่งที่ exist อยู่ในเวลานั้นโดยปราศจากการยินดียินร้ายแน่แง่อดีตและอนาคต
ในคำนำผู้แปล คือคุณอำพรรณ โอตระกูล กล่าวว่าคนนอกเป็นการอธิบายปรัชญาจากเรื่อง 'Le
Mythe de Sysyphe' ซิซีฟถูกลงโทษจากพระเจ้าให้เข็นก้อนหินขึ้นภูเขาโดยเมื่อถึงยอด
หินก็จะตกลงไปใหม่ เป็นการลงทัณฑ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าใช้ Existentialism
โดยไม่มองว่าการกะทำดังกล่าวคือการลงโทษ มันก็จะหมดสภาพการลงทัณฑ์ไป
อย่างในเรื่อง เมอโซต้องโทษอยู่ในคุก แต่เขากลับปรับเปลี่ยนวิถีคิดของตนเอง
ให้การอยู่ในคุกไม่ใช่การลงโทษ
ดังนั้นการติดคุกจึงไม่ใช่การลงโทษอีกต่อไปในความคิดของเมอโซ
กามูส์
จะใช้คำศัพท์ที่ง่ายแต่เน้นให้ความหมายที่ลึกซึ้งและสะเทือนใจผู้อ่าน และใช้คำซ้ำค่อนข้างมาก
ในคำแรกของตัวบทจะเห็นว่า
กามูส์ ใช้คำว่า Aujourd’hui ซึ่งเป็นการที่แสดงถึงการเล่าเรื่อง
ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ใช่กับนิยาย ตัวละครมีความสับสนเรื่องของเวลา จะเห็นได้จาก Aujourd'hui, maman
est morte. Ou peut-être hier, je ne sais pas. J'ai reçu un télégramme de
l'asile : « Mère décédée. Enterrement demain. Sentiments
distingués. » Cela ne veut rien dire. C'était peut-être hier. และประธานของประโยคที่ใช้ในเรื่องนี้
จะใช้ Je กับ Il แทนชื่อของตัวละครในช่วงแรก
ชื่อของตัวละครไปปรากฏให้เห็นในตอนที่เขาคุยกับผู้อำนวยการของบ้านพักคนชรา
และคำสรรพนามบุรุษที่ 3 คือคำว่า Il, elle แทนชื่อตัวละคร ในนวนิยาย เรื่องนี้ มีการใช้ คำกริยาในอดีตกาล คือ Le passé composé และ L’imparfait ซึ่ง พูดถึงเหตการณ์ต่างๆ
และบรรยายฉากในเรื่องนี้ และมีการใช้ temps หลาหลาย
เพื่อสร้างอรรถรถให้แก่ผู้อ่าน
สำนวนที่กามูส์เขียนให้กับเมอโซตัวละครเอก
ให้เป็นผู้เล่านั้นส่วนใหญ่เป็นภาษาที่กล่าวตรงๆซื่อๆ แต่มีการใช้คำซ้ำๆ
และประโยคที่มีความหมายขัดแย้งกันอยู่หลายแห่ง อันนำไปสู่ความคิดคำนึงของเมอโซที่ค่อนข้างซับซ้อน
สับสน ย้ำคิดย้ำทำ รวมถึงมีการบรรยายสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างละเอียด
ในขณะที่มีการใช้บทสนทนาเพียงน้อยนิดนั้น แม้ว่าจะใช้สำนวนภาษาที่ไม่ยากนั้น
แต่ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจถึงความเป็น “คนนอก”ของเมอโซ
จึงต้องอ่านฉบับแปลควบคู่ไปด้วย ทำให้พบว่า ผู้แปล(อำพรรณ โอตระกูล)แปลนวนิยายเรื่องนี้ทำให้อ่านแล้วรื่นไหลไม่ติดขัดและได้อรรถรสของงานวรรณกรรม
ในขณะที่ต้นฉบับนั้นค่อนข้างคล้ายกับการอธิบายของตำราที่สอนเชิงปรัชญามากกว่า
เจตนา นาควัชระ ได้วิเคราะห์เรื่องคนนอก ไว้ว่า “…โลกตะวันตกนับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19
เป็นต้นมา
ต้องผจญกับวิกฤตการณ์ทางความคิดที่สำคัญ
คือเรื่องของความเสื่อมในด้านความเชื่อทางศาสนา ความก้าวหน้าในทางวิทยาศาสตร์ก็มีบทบาทที่ทำให้คนตะวันตกเป็นจำนวนไม่น้อยกลายเป็นผู้ที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องศาสนา หรือไม่ก็เลิกเชื่อถือพระเจ้าไปเลย Nietzche
นักปราชญ์เยอรมันในตอนปลายศตวรรษที่ 19
ก็ถึงกับกล่าวว่า “พระเจ้าได้ตายเสียแล้ว”
ในสังคมซึ่งศาสนาคริสต์เป็นหลักยึดมั่นมาเป็นเวลานับพันๆปี
ช่องว่างที่เกิดขึ้นในด้านของความเชื่อเช่นนี้
ทำให้ความเชื่อในเรื่องของคุณค่าต่างๆ คลอนแคลนไปด้วย
แน่นอนที่สุดที่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นไปในทางที่ว่าชีวิตนี้ไร้ความหมาย โลกนี้ไร้ความหมายการกระทำต่างๆ
ของมนุษย์ไร้ความหมาย
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ก็ไร้ความหมาย
มนุษย์ตกอยู่ในความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
เมื่อไม่มีพระเจ้าจะพึ่ง เมื่อพึ่งใครไม่ได้แล้วก็จำเป็นจะต้องหันเข้าหาตนเอง
การให้ความสำคัญต่อปัจเจกบุคคลจึงเป็นสิ่งที่ตามมา
ปัจเจกบุคคลย่อมต้องแสวงหาเสรีภาพอันสมบูรณ์ เพื่อที่จะเป็นตัวของตัว และดำเนินชีวิตไปในทางที่ตนเองเห็นว่าเหมาะ
ว่าควร
ปัจเจกบุคคลย่อมไม่ต้องการที่จะผูกอยู่กับประเพณีที่สืบทอดกันมา
ย่อมจะไม่ต้องการที่จะผูกตัวอยู่กับค่านิยมของสังคม
ซึ่งเป็นเรื่องของคนหมู่มากผู้ที่แสวงหาเสรีภาพเหล่านี้ย่อมจะไม่สามารถที่จะรับกฎเกณฑ์ของสังคม หรือศาสนาในเรื่องของความผิดชอบชั่วดี
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าความคิดแผนใหม่นี้สนับสนุนให้คนเป็นโจร เพียงแต่ไม่ต้องการจะรับคุณค่าต่างๆ
ที่มิใช่คุณค่าที่เขาเองได้เสาะแสวงหาและค้นพบด้วยตนเอง ความคิดแบบนี้ใช่จะปราศจากปัญหา
เพราะมนุษย์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นใช่จะไร้ความรู้สึก ใช่จะไร้วิญญาณ
ชีวิตนี้ย่อมจะต้องสัมผัสกับโลกแห่งวัตถุและโลกแห่งประสบการณ์อะไรเล่าที่เป็นจริงที่มีตัวมีตน ที่มิได้เป็นมายา
นักคิดยุคใหม่ก็หันกลับไปพึ่งปรัชญาประเภทที่เรียกว่า “ประจักษวาท” (empiricism) ซึ่งเราจะเห็นได้จากเรื่อง คนนอก
ว่าสิ่งที่ตัวเอกของเรื่องถือว่าเป็นความจริงไม่ปรวนแปรคือ ปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติ
และสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาททั้งห้า
สรุปได้ว่ารูปธรรมเป็นสิ่งสำคัญ
ไม่ใช่นามธรรม จะว่าความคิดแผนใหม่นี้ไม่ให้ความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์ก็เห็นจะไม่ใช่
สิ่งที่นักคิดรุ่นใหม่ต้องการจะชี้ให้เห็นก็คือว่า ปัจเจกบุคคลที่เลือกทางเดินของตนเอง คือผู้ที่ไม่ถูกหลอก คือผู้ที่สำนึกว่าชีวิตนี้เป็นอย่างไร
ปัจเจกบุคคลจะสำนึกในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้ก็ต่อเมื่อเขาสำนึกได้ว่าชีวิตเป็นอย่างนี้ และเขาพร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิตนี้ต่อไปและการต่อสู้นี้เป็นเรื่องของมนุษย์ อยู่ในระดับของมนุษย์ มนุษย์ผู้มีเสรีภาพอันสมบูรณ์
เรื่องของความไร้ความหมายของชีวิตที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นเป็นเรื่องความคิดประเภท
absurd
ซึ่งกามูส์เองเป็นต้นตำรับ
และเป็นผู้ใช้คำนี้ในความหมายทางปรัชญา
มีผู้นำเอาความคิดของกามูส์มาสานต่อ
และใช้กับละครแผนใหม่
ซึ่งเรียกกันในวงผู้รู้ว่า “Theatre of the
Absurd” แต่กามูส์มิได้หยุดอยู่กับที่ ปรัชญา “absurd”
ของเขามิได้หยุดอยู่ที่จุดแห่งความไร้ความหมายจุดนั้น
แต่ก้าวต่อไปในเรื่องของศักดิ์ศรีของมนุษย์ ในเรื่องของการแสวงหาสัจธรรมส่วนบุคคล เรื่องของเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็อีกเช่นกัน เป็นลักษณะของปรัชญาที่เรารู้จักกันในชื่อว่า Existentialism
แต่ “เสรีภาพ” ในงานประพันธ์ของกามูส์ก้าวไปเรื่อยๆ
จนในท้ายที่สุดเสรีภาพของปัจเจกบุคคลได้กลายเป็นเสรีภาพที่สร้างพลังให้มนุษยชาติ ในอันที่จะรวมพลังกัน เพื่อต่อสู้กับโลกที่ไม่เป็นมิตร โลกที่ไร้พระเจ้า ดังที่เราจะเห็นในเรื่อง กาฬวิบัติ (La
Peste) ของเขา
ความคิดของกามูส์นั้นในท้ายที่สุดก็เรียกว่าเป็น “มนุษยธรรมนิยม” (humanism) และในวรรณกรรมเรื่องหลังๆ ของเขา
เราจะเห็นได้ว่าความคิดของเขาเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เป็นไปในทางที่จะช่วยจรรโลงให้มนุษยชาติอยู่รอดไปได้ กามูส์เขียนเรื่อง คนนอก
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองคือในราวปี 1940 และตีพิมพ์เมื่อปี
1942 เรื่อง คนนอก
นี้จัดอยู่ในยุคที่เขากำลังสร้างทฤษฏีเกี่ยวกับปรัชญา “absurd” เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า Meursault
เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในเมือง Algier เขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะเฉื่อยชา ไม่มีความสนใจกับสิ่งใดอย่างจริงจัง
ไม่มีความผูกพันทางอารมณ์กับใครอย่างจริงจังอีกเช่นกัน เนื่องจากมีรายได้น้อย เขาก็ส่งแม่ไปอยู่เสียที่บ้านพักคนชรา และแม่ก็ไปถึงแก่กรรมลงที่นั่น วันที่เขาไปเฝ้าศพแม่จนกระทั่งถึงวันฝังศพในวันรุ่งขึ้น
เขามิได้แสดงความรู้สึกเศร้าเสียใจให้เป็นที่ประจักษ์ต่อผู้อื่น เพราะเขาอิดโรยกับการทำงานมาตลอดสัปดาห์ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็เห็นว่าเขาประพฤติตัวแปลกที่มิได้แสดงความรู้สึกที่คนอื่นๆ
แสดงกัน เมื่อฝังศพแม่ไปได้วันเดียว เขาก็กลับไปพบคู่รัก ไปดูภาพยนตร์ตลก
จากนั้นไม่นานเขาก็เกิดไปพัวพันกับเรื่องส่วนตัวของเพื่อนบ้านที่ชื่อ Raymond
เพื่อนบ้านผู้นี้มีเรื่องตบตีกับเมียน้อยที่เป็นชาวอาหรับ
จนในที่สุดมีเรื่องถึงขั้นทำร้ายกับครอบครัวของหญิงผู้นั้น ด้วยความปรารถนาดี Meursault ขอปืนจาก Raymond มาเก็บไว้เพื่อที่จะกันมิให้ Raymond หวนกลับไป ประทุษร้ายกลุ่มอาหรับกลุ่มนั้นอีก แต่โดยเหตุบังเอิญ
ขณะที่เขาไปเดินเล่นอยู่ริมหาดก็ไปพบกับคู่อริของ
Raymond เข้าอีก เมื่ออาหรับผู้นั้นชักมืดออกมา Meursault ก็ยิงอาหรับผู้นั้นตายโดยที่เขามิได้รู้จักอาหรับผู้นั้นมาก่อน และมิได้มีเจตนาที่จะประทุษร้ายใคร เมื่อเขาถูกส่งตัวขึ้นศาล การพิจารณาคดีก็เป็นไปในทำนองที่ว่าเขาเป็นคนใจอำมหิต เพราะเขามิได้เลี้ยงดูแม่
และแม้แต่เมื่อยามที่แม่ตายก็มิได้เศร้าโศกเสียใจ จริงอยู่
ศาลตัดสินประหารชีวิตเขาในฐานะฆาตกร
แต่เราก็ทราบเบื้องหลังดีอยู่ว่าลูกขุนถูกโน้มน้าวจิตใจให้คิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขาฆ่าคนตายเลย
Meursault ต้องตายเพราะเขาเป็น
“คนแปลกหน้า” หรือ “คนนอก”
ในสังคมมนุษย์ซึ่งมีค่านิยมที่ตายตัว
สังคมนี้ไม่มีวันที่จะเข้าใจได้ว่าเขาไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ เขาคิดไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ เขามีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่
สังคมนี้ไม่เคยให้ความเห็นใจต่อคนที่ไม่เหมือนตน ไม่เคยพยายามที่จะเข้าใจเขา ไม่เคยแม้แต่จะอยากรู้ว่าเหตุใดเขาจึงไม่เหมือนตน
การวัดคุณค่าของสังคมนี้จึงเป็นไปตามขนบและประเพณีซึ่งทุกคนยอมรับกามูส์แต่งเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างจงใจที่จะให้เห็นว่า
Meursault ก็ไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่เอาเสียจริงๆ
และสิ่งที่กามูส์เน้นอยู่เสมอเกี่ยวกับตัว Meursault
นั้นก็คือ ความคิดหรือพฤติกรรมของ Meursault
นั้นถูกกำหนดด้วยสภาวะทางกายภาพนั่นคือลักษณะของปรัชญา “ประจักษวาท”
ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
กามูส์เป็นชาวฝรั่งเศสที่เกิดในแอลจีเรีย และก็รักบ้านเกิดของตนมาก เขาบรรยายภาพของ “ประเทศร้อน”
ไว้ได้อย่างดีตลอดเรื่อง
เราจะพบการบรรยายที่กล่าวถึงแสงแดด
ถึงท้องฟ้าอันเจิดจ้า ถึงทะเล
สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นโทษหรือเป็นคุณในตัวของมันเอง
หากแต่เป็นสภาพแห่งความจริงเชิงรูปธรรมที่อยู่ ณ ที่นั้นอย่างที่เราปฏิเสธไม่ได้ ตัวของ Meursault
เองก็สำนึกในอำนาจของรูปธรรมนี้
เขากล่าวกับทนายของเขาว่า “ความต้องการทางร่างกายของผมมักจะทำให้ความรู้สึกนึกคิดของผมปั่นป่วนได้
วันที่ผมไปฝังศพแม่นั้น ผมเหนื่อยจริงๆ และผมก็ง่วงเสียด้วย
ผมจึงไม่ได้สังเกตว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ผมยืนยันได้ว่า ผมไม่อยากให้แม่ผมตาย”
ซึ่งทนายเองก็ตอบเขาว่า “ชี้แจงแบบนี้ไม่พอแน่” ยิ่งไปกว่านั้นการที่เขาฆ่าคนตายในครั้งนั้นก็เป็นไปเพราะสภาพแวดล้อมภายนอก
กามูส์บรรยายเหตุการณ์ในตอนนี้ไว้อย่างชัดเจน
และก็เป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด เพราะเราอดที่จะเคลิ้มตามผู้แต่งไปไม่ได้ว่า Meursault
ฆ่าคนตาย “เพราะแดดจัด” ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ Meursault เองเป็นผู้ที่ให้ต่อศาล
Meursault อาจจะเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมแตกต่างออกไปจากคนธรรมดาสามัญก็จริง
แต่พฤติกรรมดังกล่าวมิได้มีสาเหตุมาจากความปรารถนาร้ายใดๆ ทั้งสิ้น ธรรมชาติของเขาเป็นเช่นนั้น เช่น
เมื่อตอนที่เขาไปเยี่ยมศพแม่ และถูกถามว่าจะดูหน้าแม่ไหม เขาปฏิเสธ
ซึ่งคนส่วนใหญ่ย่อมคิดว่าผิดปกติวิสัย
เมื่อถูก ถามว่าแม่อายุเท่าไหร่ เขาก็ไม่แน่ใจ
ซึ่งคนก็ตีความไปว่าเขาไม่สนใจไยดีต่อแม่
การที่เขาเอาแม่ไปไว้บ้านพักคนชรานั้น
เขาก็อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่าเขา “ไม่มีเงินที่จะเลี้ยงแม่”
และยิ่งไปกว่านั้น แม่อยู่บ้านคนเดียวก็เหงา ไปอยู่บ้านคนชราเสียอีกจะได้มีเพื่อน ซึ่งถ้าจะว่ากันไปด้วยความเป็นกลางแล้ว Meursault ก็มีเหตุผลของเขาซึ่งบังเอิญไม่ใช่สิ่งที่สังคมยอมรับ ในด้านอื่นๆ
เขาก็มีความคิดที่ไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่
เขาไม่มีความทะเยอทะยานในเรื่องหน้าที่การงาน เมื่อผู้จัดการบอกว่าจะเปิดสำนักงานสาขาที่ปารีส และจะส่งเขาไปประจำในเมืองหลวง เขาก็ตอบรับอย่างเสียไม่ได้ พร้อมทั้งบอกกับผู้จัดการด้วยว่า “อันที่จริงแล้วก็เฉยๆ”
เมื่อผู้จัดการถามว่าไม่ต้องการจะเปลี่ยนวิถีชีวิตบ้างหรือ เขาก็ตอบไปว่า
อันที่จริงแล้วคนเราเปลี่ยนชีวิตไม่ได้
ชีวิตแบบไหนก็เหมือนๆกัน
และหน้าที่ปัจจุบันของเขาก็ไม่เห็นมีอะไรที่ไม่ดี
ซึ่งการตอบแบบนี้ก็ทำให้ผู้จัดการผิดหวัง
แม้แต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชาย เขาก็คิดไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ เมื่อ Marie คู่รักของเขาเอ่ยเรื่องการแต่งงานขึ้นมา เขาก็ตอบว่ารู้สึกเฉยๆ
แต่ถ้าเธอต้องการจะแต่งงาน
เขาก็จะแต่งด้วยเพราะเธอต้องการ
เมื่อเธอกล่าวว่าการแต่งงานเป็นสำคัญ
เขาก็ไม่เห็นด้วย
ในที่สุดเธอก็ลงความเห็นเขาเป็นคน “แปลก”
เธอเคยถามว่า เขารักเธอไหม
ซึ่งเขาก็ตอบว่า
เรื่องรักหรือไม่รักนั้นไม่มีความหมายอะไร
สรุปได้ว่า Meursault อยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง
ซึ่งเรื่องของงคุณค่าที่คนส่วนใหญ่ยอมรับกันกลับเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายสำหรับเขา
อันที่จริงการที่เขาจะคิดไม่เหมือนคนอื่นก็ไม่เห็นสังคมจะต้องมาเดือดร้อนแทนเขา เรื่องคนนอกกลายเป็นเรื่องโศกที่ชวนให้เราต้องขบคิดก็เพราะว่า
สังคมที่มีค่านิยมที่ตายตัวนี่แหละที่ลงโทษประหาร Meursault มิใช่เพราะสังคมนั้นเชื่อมั่นว่าเขาได้ทำผิดจริง คือฆ่าคนตายโดยเจตนา แต่เป็นเพราะสังคมนั้นวัดความเลวร้ายของ Meursault ด้วยมาตรของค่านิยมที่ตนยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาสำหรับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม สังคมนี้มิใช่เป็นสังคมที่เคารพต่อปัจเจกบุคคล
แต่เป็นสังคมที่เชื่ออะไรตามกันไป
คนนอก อย่าง Meursault ไม่มีที่ในสังคมเช่นนี้ ในแง่ของปรัชญา
Existentialism นั้น Meursault เป็นปัจเจกบุคคลที่ต้องการเสรีภาพที่จะกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง การดำรงชีวิตที่แท้จริง (existence) เป็นสิ่งที่ควรมาก่อน
สารัตถะของชีวิต (essence)
ซึ่งปัจเจกบุคคลพึงกำหนดให้ตัวเองได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องรับช่วงมาจากสังคมส่วนใหญ่
แต่ในสังคมมนุษย์สารัตถะดังกล่าวถูกกำหนดตายตัวเสียจนปัจเจกบุคคลมิได้มีโอกาสที่จะเป็นตัวของตัวเอง
Meursault เหนื่อยหน่ายต่อวิธีการพิจารณาคดีของศาลมาก จนถึงกับอดแสดงความเห็นไม่ได้ว่า
“เขากำลังพิจารณาคดีของฉันโดยที่ให้ฉันอยู่วงนอกทุกอย่างดำเนินไปโดยที่ฉันไม่มีโอกาสได้พูดอะไร โชคชะตาของฉันถูกกำหนดโดยที่ไม่มีใครถามความเห็นฉันเลย”
ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์อยู่ทีตัวเอง
แต่ศักดิ์ศรีนั้นไม่มีใครเห็นได้
บทท้ายๆของเรื่อง คนนอก ได้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถของผู้ประพันธ์ในการที่จะสร้างความหมายแก่ชีวิต ความยิ่งใหญ่ของ Meursault มนุษย์ผู้ไม่เหมือนใครอยู่ตรงที่ว่าเมื่อความตายกำลังจะมาถึง เขาก็พร้อมที่จะรับความตายอย่างเต็มภาคภูมิ
กามูส์ใช้เทคนิคของโศกนาฏกรรมในการที่จะสร้างความสง่างามให้ตัวละครเอกของเขา
แต่ก็เป็นเรื่องโศกนาฏกรรมที่ไม่เหมือนโศกนาฏกรรมโบราณ
เพราะในวรรณกรรมของกามูส์โลกนี้เป็นโลกที่ไร้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
เป็นโลกที่ไม่มีพระเจ้า มนุษย์ต้องพึ่งตัวเอง ในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา Meursault ได้มีโอกาสเปรียบเทียบว่า
คนที่มีพระเจ้ากับคนเดนตายที่ไร้พระเจ้าอย่างเขานั้น
ใครจะเป็นที่พึ่งให้ตนเองได้ดีกว่ากัน
ฉากตอนที่ Meursault
ถูกสอบปากคำโดยเจ้าพนักงานสอบสวนนั้น
แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ผูกอยู่กับศาสนานั้นอาจจะเป็นผู้ที่หาคำตอบให้ปัญหาที่สำคัญๆ
ของชีวิตไม่ได้
เจ้าพนักงานสอบสวนพยายามที่จะให้ Meursault
ยึดเอาพระเป็นที่พึ่ง ถึงกับเอารูปพระเยซูตรึงกางเขออกมาสนับสนุนคำพูดของตน แต่ Meursault
ก็ยังยืนยันว่าเขาไม่มีอะไรจะต้องเสียใจ
และเขาไม่เชื่อในพระเจ้า
ซึ่งในที่สุดผู้ที่แสดงท่าทีว่าพ่ายแพ้ก็คือตัวเจ้าพนักงานสอบสวนนั่นเอง ซึ่งถาม Meursault ว่า
“เธอต้องการจะให้ชีวิตฉันไม่มีความหมายหรืออย่างไร” ซึ่ง Meursault ก็ตอบว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเขาเลย แต่ฉากที่รุนแรงที่สุด
ในเรื่องก็เห็นจะได้แก่ฉากที่พระเข้ามาพบกับ Meursault
ก่อนที่เขาจะถูกประหารเป็นครั้งแรกในเรื่องที่ Meursault
แสดงอารมณ์รุนแรงออกมาโดยกระชากคอเสื้อพระผู้นั้น
แล้วพูดตะโกนด้วยถ้อยคำอันเผ็ดร้อน
ในตอนหนึ่งเขากล่าวว่า
“คนอาจจะมองว่าฉันมีแต่มือเปล่า แต่ฉันก็มั่นใจในตัวเอง มั่นใจในทุกสิ่งทุกอย่าง มั่นใจมากกว่าพระนั่น มั่นใจในชีวิตของฉัน มั่นใจในความตายที่กำลังมาถึง ฉันมีเท่านั้นแหละ
แต่อย่างน้อยฉันก็ยึดความจริงนี้ไว้ตราบเท่าที่มันยังอยู่กับฉัน ฉันเป็นฝ่ายถูก ฉันเป็นฝ่ายถูกในขณะนี้ ฉันเป็นฝ่ายถูกมาตลอด ฉันดำเนินชีวิตมาด้วยวิธีนี้ และถ้าฉันต้องการ ฉันก็อาจจะได้ดำเนินชีวิตไปอีกวิธีหนึ่งก็ได้ ฉันเลือกทำสิ่งนี้โดยที่ฉันไม่ได้ทำสิ่งนั้น”
นั่นคือคำพูดของผู้ที่เป็นอิสระ ผู้ที่มีเสรีภาพในชีวิต ผู้ที่ใช้ชีวิตตามแบบแผนของ Existentialism แน่นอนที่สุด
ที่กามูส์จะต้องจบเรื่องด้วยวิธีการของโศกนาฏกรรมที่ประทับใจคน
ในโศกนาฏกรรมที่ไม่มีพระเจ้า มนุษย์เป็นทั้งเพชฌฆาตและเป็นทั้งผู้ต้องหา
และไม่จำเป็นเสมอไปที่ผู้ต้องหาจะต้องเป็นฝ่ายแพ้ในที่นี้
พระเอกของเรื่องเป็นจำเลยที่กำลังจะถูกนำไปประหาร
แต่ท่าทีของเขาในตอนนี้ได้บ่งให้เห็นประจักษ์แล้วว่า
เขาได้สลัดแล้วซึ่งพันธะทั้งหลายทั้งปวง
เขากลับไปสู่ธรรมชาติเป็นหนึ่งกับโลกนี้
ตลอดเรื่อง คนนอก กามูส์พยายามที่จะเลี่ยงการใช้สำนวนโวหารเชิงวรรณศิลป์ แต่ในตอนสุดท้าย เขาไม่มีภาษาอื่นที่ใช้แสดงออกซึ่งความรู้สึกที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความรู้สึกแห่งการสื่อสารอันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างมนุษย์กับโลก “ดูราวกับว่าอารมณ์โกรธของฉันได้ขจัดความเจ็บปวดใดๆ
ไปจนหมดสิ้นแล้วด้วยในเรื่องของความหวัง ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และดวงดาวเป็นครั้งแรกที่ฉันเปิดใจออกไปสัมผัสกับความเฉยเมยอันละมุนละไมของโลก
ฉันรู้สึกว่าโลกนี้ช่างเหมือนฉันเสียนี่กระไร เหมือนกับพี่กับน้อง
ฉันรู้สึกว่าฉันได้มีความสุขมาตลอดและก็ยังมีความสุขอยู่จนชั่ววินาทีสุดท้าย”
เรื่องของ คนนอก หรือ
คนนอกคอก หรือ คนนอกสังคม จบลงด้วยเอกภาพของมนุษย์กับจักรวาล
เราจะตีความเรื่องนี้ว่าเป็นแต่เพียงวรรณกรรมที่วิจารณ์สังคมเห็นจะไม่ได้
กามูส์จงใจใช้เทคนิคการเล่าเรื่องที่ให้ตัวเองเล่าเรื่องของตัวเอง เรามองโลกด้วยสายตาของคนนอก เราแน่ใจหรือว่าใครเป็น คนนอก กันแน่
คนนอกที่แท้จริงอาจจะเป็นคนอื่นทั้งหมดที่มิได้มองโลกด้วยทัศนะของ Meursault ก็ได้ เราแน่ใจหรือว่าทางไปสู่ความจริงมิใช่ทางอันปราศจากอคติของ “คนนอก”
เยี่ยง Meursault เรื่อง คนนอก
เป็นแต่เพียงจุดเริ่มต้นของงานสร้างสรรค์ทางวรรณศิลป์ของ Albert Camus แต่ทางนำไปสู่มนุษยธรรมนิยมที่แท้จริงนั้นยังอยู่ข้างหน้าเรา…”
ฉันเห็นด้วยกับข้อความข้างต้น
และทำให้เห็นอุดมคติของ Albert Camus ต่อมนุษย์ในสังคม
ทั้งมุมมองและการสื่อความหมายที่ลึกซึ้ง
ทำให้เข้าใจเนื้อหาและแก่นเรื่องได้มากที่สุด แล้วสะท้อนปรัชญาของ กามูส์คือ
อัตถิภาวนิยม คือการพูดถึงการใช้ชีวิตที่เอาตัวเองเป็นหลัก ไม่มีความเชื่อใดๆ
ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเอง และกล้าที่จะยอมรับความจริงและเผชิญหน้ากับมัน
ตัวละครเอกของเรื่องก็คือเมอโซ เขาทำงานเป็นเสมียน และเช่าอพาร์ทเมนท์อยู่เพียงลำพัง
เป็นคนธรรมดา ง่ายๆ วิถีชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างไปจากชาวฝรั่งเศสทั่วๆไป แต่ สิ่งเดียวที่แปลกออกไป
ก็คือ
เรื่องของศาสนา
ที่เขาไม่เชื่อในเรื่องสัญลักษณ์และพิธีกรรมต่างๆ บุคลิกที่โดดเด่นที่สุดของเมอ
โซก็คือ ความตรงไปตรงมา
ซึ่งเขาเป็นคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่เขาก็ไม่เคยไม่โกหกหรือเสแสร้งในสิ่งที่ผิดไปจากตัวเองและความเป็นจริง
ถึงแม้ว่าท้ายที่สุด สิ่งนี้ก็ทำให้เขาไปสู่ความตาย
กามูส์เขียนเรื่องนี้โดยใช้ตัวละครเป็นคนหนุ่มวัยทำงาน (เมอโซ)
เช่าห้องพักอยู่เพียงลำพัง คิดนอกกรอบ ทำตามใจอยากจะทำ
และไม่สนใจเสียงจากสังคมรอบข้าง นั่นคือกามูส์ทำให้ตัวละครอยู่เหนือบรรทัดฐานของสังคม
หลุดพ้นไปจากวิถีประชา และยืนอยู่ตรงขอบของจารีตประเพณี เขาไปฝังศพแม่ที่สถานรับเลี้ยงคนชราโดยไม่แสดงออกถึงความโศกเศร้าใด ๆ
ไม่เปิดฝาโลงศพเพื่อดูหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีการร้องไห้ ...ซึ่งแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในสังคม ที่จะแสดงอาการโศกเศร้าเสียใจ
ก็เหมือนกับการที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักปล่อยวาง
เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความทุกข์
ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อ เรารู้จักปล่อยวาง เราก็จะไม่มีทุกข์
ความทุกข์เกิดจากการที่เราเองใจไปยึดติดกับวัตถุต่างๆ
ที่เป็นต้นกำเนิดของความทุกข์
เมื่อเราปลงกับทุกสิ่งได้นั้นความทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้
คุณกีรติ บุญเจือได้เขียนไว้ว่า “กามูส์ (Albert
Camus,1913-1960)
เป็นนักเขียนหนังสือที่แพร่หลายมากคนหนึ่ง
มีแนวความคิดแบบอัตถิภาวนิยม แม้ตนเองจะไม่ยอมรับว่าเป็นลัทธิของตน
อิทธิพลของกามูส์นับว่ากว้างขวางและลึกซึ้งพอสมควร
และเป็นนักอัตถิภาวนิยมที่สำคัญของฝรั่งเศสรองจากซาร์ตร์”
(ปรัชญาลัทธิอัตถิภาวนิยม,2522.หน้า137)
แนวคิดของ อัลแบร์ กามู ในกลุ่มเดียวกับนักปรัชญาฝรั่งเศส ฌอง ปอล ซาร์ตร์
( Jean-Paul Sartre, 21 มิถุนายน ค.ศ. 1945 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส - 15 เมษายน ค.ศ. 1980
ที่กรุงปารีส)ที่มีความเชื่อพื้นฐานว่ามนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ
และเป็นเจ้าของผลงานที่อ่านยากมากเล่มหนึ่งคือ Being and Nothingness ฉบับแปลเป็นภาษาไทยเคยเห็นผ่านตาลางๆน่าจะใช้ชื่อว่า “อัตถิภาวะและนัตถิภาวะ” แต่พอจะหาอ่านกลับไม่มีขาย
ชาร์ตร์ปฏิเสธไม่เข้ารับรางวัลโนเบล
เขาบอกว่าเขามีเสรีภาพที่จะเขียนและมีเสรีภาพที่จะไม่รับรางวัลใดๆทั้งนั้น
ฟังแล้วก็เข้าใจยากอีกนั่นแหละ
แนวคิดของปรัชญากลุ่มนี้มีผู้ตีความเรื่องเสรีภาพไปหลากหลายจนบางกลุ่มกลายเป็นพวกบุปผาชนหรือพวกฮิปปี้ที่มักจะทำอะไรตามใจฉัน
เพราะเชื่อตามปรัชญาว่าฉันเกิดมามีเสรีภาพ ผลงานที่สำคัญของกามูเช่น คนนอก (L'Étranger) (1942) ความตายอันแสนสุข (La Mort heureuse) มนุษย์คนแรก (Le
premier homme) มนุษย์สองหน้า (La Chute) กาฬวิบัติ
(La Peste) (1947) อัลแบร์ กามู
ได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญากลุ่มอัตถิภาวนิยม (Existentialism)พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาให้คำนิยามไว้ว่า “ทัศนะทางปรัชญาที่ให้ความสำคัญแก่ปัจเจกภาพมากกว่าสากลภาพ
เสรีภาพมากกว่ากฎเกณฑ์ เน้นการสร้างสรรค์มากกว่าการอนุรักษ์ระเบียบแบบแผน
ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล และให้ความสำคัญแก่ความรู้เชิงอัตนัย(Subjective
Knowledge) เช่นความรู้ที่เกิดจากการประสบด้วยตนเองมากกว่าความรู้เชิงปรนัย
(Objective Knowledge) เช่นความรู้ที่เกิดจากเหตุผล
กล่าวคือถือว่าความรู้เชิงอัตนัยมีน้ำหนักมากกว่าความรู้เชิงปรนัย(ราชบัณฑิตยสภา,พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา,ราชบัณฑิตยสถาน,2548, หน้า35)
แนวคิดแบบปัจเจกเน้นที่ตัวบุคคล มีความเป็นส่วนตัวสูง
มักจะทำอะไรที่อยู่นอกกรอบหรือนอกกฎเกณฑ์ของสังคม แม้จะไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร
แต่การไม่แคร์สังคมก็อาจทำให้ถูกสังคมมองว่าเป็นคนนอกสังคมได้
ในยุคคอมพิวเตอร์หลักคิดแบบนี้ย้อนกลับมาอีกครั้งคนที่อยู่กับคอมพิวเตอร์นานๆมักจะมีปัญหากับสังคม
เข้ากับคนไม่ค่อยได้ เพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์ บางครั้งคุยกับคอมพิวเตอร์รู้เรื่องมากกว่าคุยกับคนเสียอีก
เทคนิคการเขียนของ Albert Camus คือการเขียนโดยไม่ปมเรื่องแต่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
ในตอนแรจะไม่ปรากฏตัวละครที่เด่นชัดจะใช้ Je , Il แทนชื่อเพื่อทำให้เนื้อหาน่าสนใจและน่าติดตาม
สรุปประเด็นแนวคิดเรื่องมนุษย์จากนวนิยายเรื่อง คนนอก
1 ธรรมชาติของมนุษย์
กามูส์ต้องการชี้ให้เห็นถึงความไร้สาระของมนุษย์ผ่านตัวเมอโซ การที่เมอโซไม่ได้
ร้องไห้ในงานศพแม่ของเขาเป็นสิ่งที่ศาลนำมาพิจารณาในการตัดสินเมอโซในคดีฆ่าคนตายว่า
เมอ
โซเป็นคนไม่ดี ซึ่งฟังดูไร้สาระมาก รวมถึงเหตุผลที่เขาฆ่าคนตายที่ชายหาดก็เป็นเพียงเพราะความ
ร้อนจากดวงอาทิตย์เท่านั้นสิ่งเหล่านี้แสดงถึงความไม่มีเหตุผลและความอยุติธรรมของมนุษย์
นั่นเอง
2 การดำรงอยู่ของมนุษย์
การดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่กามูส์ถ่ายทอดผ่านเมอโซคือ มนุษย์ควรเป็นตัวของตัวเอง
แม้ว่ามันจะขัดกับค่านิยมของคนในสังคมก็ตามเพราะมนุษย์ควรซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ความรู้สึกกับ
ตัวเอง ความจริงแล้วเมอโซไม่ได้เป็นคนไม่ดีแต่เมอโซเป็นคนที่ปฏิเสธที่จะโกหก
เพราะการโกหก
มิได้หมายถึงแต่การพูดไม่จริงเท่านั้นแต่ยังหมายถึงพูดเกิดนความจริงอีกด้วย
ดังนั้นเมอโซจึง
ปฏิเสธที่จะสารภาพผิดในศาลเพราะเขาไม่ได้ผิดที่เขาไม่ร้องไห้ในงานศพแม่ของเขา
แต่ศาลก็ได้
ตัดสินว่าเขาเป็นคนผิด ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความไร้สาระของมนุษย์ที่ว่า เมอโซไม่ได้เป็นผู้ตัดสินชะตา
ชีวิตของตัวเองแต่กลายเป็นผู้อื่นตัดสินให้เขาแทนทั้งๆที่เขาไม่ได้ต้องการเป็นต้น
3 เป้าหมายของการดำรงอยู่ของมนุษย์
มนุษย์จะต้องเป็นตัวของตัวเอง มีมีความสุขและมีอิสระเสรีภาพที่จะเลือกดำเนินชีวิตของ
เราโดยซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง เช่นเดียวกับเมอโซที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเอง
เช่น
ปฏิเสธที่จะพบนักบวชก่อนที่จะโดนประหารเพราะเขาไม่มีความเชื่อเรื่องพระเจ้าเขาจึงไม่ต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้หมดไปกับสิ่งที่เขาไม่ต้องการ
เป็นต้น หรือความสุขของเมอโซ คือ การได้มอง
วิถีชีวิตของผู้คนในเมือง การได้ไปเที่ยวกับหญิงสาวที่ตนรู้สึกดี
นี่ก็ถือเป็นความสุขแล้วสำหรับเขา
แล้วนั่นเอง
คุณกีรติ บุญเจือได้เขียนไว้ว่า “เมอร์โซลต์เป็นคนนอก
เป็นคนแปลกหน้าในสังคมที่ยึดมั่นในหลักการ
เขายึดถือไม่ได้ เพราะเขาไม่เห็นคุณค่า
จะหาคุณค่าใหม่ก็หาไม่พบ
จึงปล่อยตัวเป็นคนนอกเรื่อยไป
กว่าจะพบหลักยึดหนี่ยวได้ก็เหลือเวลาปฎิบัติได้น้อยเหลือเกิน
เขาจึงฝากหลักการนี้ให้ผู้ที่มีโอกาสมากกว่า เขานำไปใช้ต่อป นั่นคือ หลักอัตถิภาวนิยม ซึ่งกามูส์ต้องการเผยแพร่...”
บรรณานุกรม
https://th.wikipedia.org/wiki.html. 1 กันยายน 2558
https://espacedefleur.wordpress.com.html. 1
กันยายน 2558
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=zhivago&month=27-06-
2007&group=6&gblog=15.html.
5
กันยายน 2558
อำพรรณ
โอตระกูล (2553). คนนอก. กรุงเทพ: สำนกพิมพ์สามัญชน.20 กันยายน 2558
วันชาติ ชาญวิจิตร
(Wanchat
Chanwichit)และ ดร.หอมหวล บัวระภา
(Dr.Homhuan
Buarabha) . (2011). เป้าหมายของชีวิตมนุษย์ในทัศนะของอัลแบร์
กามูส์, (บทคัดย่อ). 20 กันยายน 2558
http://cybervanaram.net/index.php/2009-12-17-14-44-23-14/160-2010-06-14-13-38-45.html. 14 ตุลาคม 2558
เจตนา นาควัชระ . (พ.ศ.2510 - 2523). ทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ รวมบทความทาง วิชาการ. กรุงเทพมหานคร: บริษัท สำนักพิมพ์ดวงกมล จำกัด
สยามสแควร์ ปทุมวัน.หน้า 275- 282. 14
ตุลาคม 2558
เพจอ่านเอาเพื่อน
:
https://www.facebook.com/readerships/posts/351957108225970.html.
8 พฤศจิกายน 2558
กิรติ
บุญเจือ. (2522). ปรัชญาลัทธิอัตถิภาวนิยม. บริษัทสำนักพิมพ์
ไทยวัฒนาพานิช จำกัด : กรุงเทพ.หน้า 137
– 168.
13 พฤศจิกายน 2558
สุมาเต๊อะ
เต้ยเลย. (2531/2539).พระเจ้า ผี นรก สวรรค์ ปาฏิหาริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ไม่มี(ผลงานการวิจัย). 18 พฤศจิกายน 2558
นางสาวสุรีรัตน์ อยู่แย้ม 56262013
เนื้อหาเพิ่มเติมสามารถดูในลิงก์ด้านบนนะคะ

